Friday, 25 July 2014

แถลงการณ์ขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เรื่อง ไม่ยอมรับและประณามรัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการ

ตามที่คณะรัฐประหารผู้เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ได้รับพระราชทานเอกสารที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ และใช้อำนาจที่ยึดมาโดยผิดกฎหมาย ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินไทยนั้น องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอประกาศว่าโดยที่ คสช. นั้นเองเป็นองค์การอาชญากรรมที่กระทำความผิดอย่างอุกอาจและจงใจเจตนาในการทำลายประชาธิปไตย อ้างว่ากระทำการยึดอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาและจะคืนความสุขให้กับปวงชนชาวไทย ทั้งที่ตนเองมีส่วนรู้เห็นหรือแม้แต่มีส่วนร่วมกับแผนบ่อนทำลายรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายและความชอบธรรมใดๆ ที่จะออกคำสั่งแก่ปวงชนชาวไทย ดั่งว่า ตนเองเป็นประมุขแห่งรัฐ เอกสารที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้ จึงไม่ควรถือว่ามีอำนาจผูกพันใดๆ ต่อสิทธิ เสรีภาพ และการแสดงออกทางกฎหมายของปวงชนชาวไทย เราจึงขอยืนยันไม่ยอมรับอำนาจ อันเกิดจากการใช้กำลังที่เหนือกว่าเข้าข่มขู่บังคับเช่นนี้ และขอให้ผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีจุดยืนที่แน่วแน่ร่วมกันดังกล่าว 



ความในมาตราต่างๆ ทั้ง ๔๘ มาตรา ที่คณะรัฐประหาร คสช. ได้รับพระราชทานมานั้น มีสาระที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่เกือบทั้งฉบับ ในภาพรวมนั้น ก็เป็นเอกสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้เครือข่ายอำนาจเดิมและอภิสิทธิ์ชน ซึ่งมีจำนวนเพียงน้อยนิดของสังคมไทย โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความรู้สึกนึกคิดของปวงชนชาวไทย ๖๕ ล้านคนเลย ประหนึ่งว่าพวกเราคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะถูกสั่งการให้กระทำการใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจของผู้สั่งการ ทัศนคติเผด็จการเยี่ยงนี้ ปรากฎชัดทั่วไปทั้งฉบับ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายอำนาจเดิมที่นำมาสู่การรัฐประหารในคราวนี้ มีความขัดแย้งขั้นพื้นฐานกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยตลอดมา ก็มาจากทัศนคติอันล้าหลังเยี่ยงนี้ เราจึงไม่อาจปลงใจเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อทั้งปวงของคณะรัฐประหาร คสช. ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เราขอยกตัวอย่างสาระที่ไม่น่าเชื่อว่าจะปรากฎในโลกยุคใหม่ จากเอกสารฉบับนี้บางมาตราไว้ให้ปรากฎ เพื่อย้ำยืนยันจุดยืนต่อต้านระบอบเผด็จการที่กำลังครอบงำเมืองไทย และให้วิญญูชนได้พิจารณาด้วยตนเอง ดังนี้

๑. มาตรา ๓๕ เป็นมาตราที่ระบอบเผด็จการไทย จงใจเจตนาวางรากฐานของการผูกขาดอำนาจในระยะยาวจนอาจถึงขั้นถาวร  วรรคต่างๆ ในมาตรานี้ มีเจตนาทำลายโอกาสที่สังคมไทยจะได้กลับคืนสู่ภาวะประชาธิปไตยอันมั่นคง ด้วยการทำลายระบบพรรคการเมือง เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย คงอำนาจอันล้นพ้นของศาลรัฐธรรมนูญที่จะทำลายกลไกที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ องค์การอิสระของรัฐ ที่ไม่เคยเป็นอิสระจริง ก็ยังมีอำนาจมากมายต่อไปในบทบาทผู้แสดงสมทบของระบอบเผด็จการไทย แม้แต่การให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาดสูงสุดว่า บุคคลใดกระทำผิดในฐานะซื้อเสียงและให้คนผู้นั้นหมดสิทธิทางการเมืองไปชั่วชีวิต ก็เป็นหนทางที่อาจนำมาสู่การกลั่นแกล้งรังแกและละเมิดสิทธิทางการเมืองได้ไม่ยาก รวมความแล้ว มาตรานี้มีความประสงค์ที่จะทำลายโอกาส ที่ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดด้วยเสียงข้างมากเช่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้นมา 

๒. มาตรา ๓๘ ที่ให้อำนาจยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่รู้จบ ร่างเสร็จไม่พอใจก็ยกร่างใหม่ ได้ตามความพอใจอย่างไม่มีกรอบเวลา ก็นับเป็นการย้อนยุครัฐธรรมนูญแบบเผด็จการทหารที่เราเคยผ่านมาแล้วในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องกับ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 12 ปี คณะรัฐประหารและเครือข่ายอำนาจเดิมของไทย สามารถที่จะใช้ความข้อนี้ยืดระยะการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปได้นานเท่านาน ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่องค์การเสรีไทยฯ ได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรกเริ่มว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ต้องการครอบงำประเทศไทย เป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนกว่าเขาจะแน่ใจว่าปวงชนชาวไทยไม่สามารถลุกขึ้นมาแบ่งปันอำนาจหรือต่อรองใดๆ กับเขาได้อีก   

๓. มาตรา ๔๔ ก็ไม่แตกต่างนักกับมาตรา ๑๗ สมัยเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาตรานี้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและเบ็ดเสร็จกับคณะที่ใช้กำลังเข้ายึดครองอำนาจการปกครองแผ่นดิน ถึงขั้นล้างบาปอันใหญ่หลวงให้กับตนเองและผู้สมรู้ร่วมคิดโดยสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังตั้งตัวเหนือหลักการนิติรัฐ-นิติธรรม  อันเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ยางอายและไม่มีศักดิ์ศรีใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย  

๔. เอกสารฉบับนี้ให้อำนาจอย่างล้นพ้นแก่ข้าราชการประจำของรัฐ โดยให้ข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งเดิม หลักการที่ปวงชนชาวไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐ โดยมีข้าราชการประจำมีหน้าที่รับปฏิบัติ ถูกทำลายลงในพริบตา จากนี้ไปเราอาจได้เห็นข้าราชการประจำแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นบรรยากาศย้อนยุคไปในอดีต ที่ผู้ทำงานให้กับรัฐมีอำนาจเหนือกว่าประชาชนผู้เสียภาษีอากร มาเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนของเขา นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบอบเผด็จการโดยแท้

องค์การเสรีไทยฯ และผู้สนับสนุน เห็นว่าข้อกำหนดใดๆ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ปรากฎในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการนี้ นับว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย เนื่องจากว่า มาตราที่ให้อำนาจอย่างล้นเหลือแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีลักษณะที่ครอบงำการใช้อำนาจรัฐทั้งระบบอยู่แล้ว จึงขอยืนยันว่าคณะรัฐประหารและเครือข่ายเผด็จการไทย มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย  

การที่คณะรัฐประหาร คสช. ประกาศซ้ำอยู่หลายครั้งว่า พวกเขาได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองอย่างผิดกฎหมาย ก็เพื่อต้องการให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งนั้น แต่สิ่งที่ปรากฎในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการ แสดงชัดเจนว่าได้ตัดขาดอำนาจของประชาชนออกจากกระบวนการเลือกตั้งออกโดยสิ้นเชิง และไม่มีที่ใดในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการที่ระบุถึงมาตรการปฏิรูปศาลและอำนาจในกระบวนการยุติธรรม องค์การอิสระฯ ระบบราชการ และแม้แต่กองทัพแห่งชาติเอง ทั้งที่ทุกสถาบันในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นมานานเกือบหนึ่งทศวรรษ จึงนับเป็นการใช้อำนาจเถื่อนบังคับขับไสปวงชนชาวไทยไปสู่ทิศทางที่พวกเขาต้องการ โดยใช้กำลังและอาวุธกดขี่ประชาชน
เราจึงขอประณามเอกสารซึ่งคณะรัฐประหารเรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ ว่าเป็นเอกสารเถื่อน และเป็นมิจฉาทิฏฐิต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนั้น องค์การเสรีไทยฯ ขอรับเป็นผู้ประสานงานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นในเร็ววันนี้ เพื่อให้เป็นทางเลือกของปวงชนชาวไทยต่อไป ในระหว่างดำเนินการในเรื่องนี้ ปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย โปรดแสดงการต่อต้านอำนาจเถื่อนของเผด็จการ คสช. ด้วยการเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ขององค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ในทุกโอกาสที่ท่านสามารถกระทำได้ เพื่อแสดงว่าชาวประชาธิปไตยยังมีตัวตนและพร้อมต่อสู้เพื่อทำลายอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทยต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง


แถลง ณ วันศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗

Tuesday, 22 July 2014

Absolute Powers and Absolute Fascism - Thailand's New Interim Constitution

Today Thailand's new interim constitution has just been ratified by the Thai King and is now available online, in Thai.

To say it is a document that cements the fascistic, dictatorial powers of the junta would be an understatement. In effect, this document throws Thailand back 50years or more to the time when the vicious and corrupt Field Marshall Sarit Thanarat ruled the country with a brutal iron fist.



Even more shocking is that the interim constitution also returns Thailand to a further-flung point in history - that of the pre-1932 absolute monarchy.

The powers granted in this document to the King are extraordinary and if anyone questioned the hand of the monarchy in the recent coup these questions now seem to have been answered.

Here are some translations/interpretations of several of the key parts of the document. They speak for themselves.

Section 6 - NCPO will appoint all 220 members of the National Legislative Assembly of Thailand.

Section 19 - PM will be appointed by National Legislative Assembly of Thailand.

Section 24 - The King has power to appoint judges, senior military and senior civil servants and permanent secretaries (yes, he can now do that directly). 

Section 28 - Reform Council will contain 250 members and all is appointed by the NCPO.

Section 32 - Constitution Drafting Committee will contain 36 members and all is handpicked by NCPO, Reform Council and the cabinet.

Section 44 - it gives NCPO power above the constitution - it simply says if NCPO wants to do anything to “support” the country’s unity then such act will be considered legal and constitutional. This is basically a blanket extralegal power which means they can murder, imprison, torture or do whatever they want as long it "supports unity".

Section 47 - it guarantees that all NCPO’s orders since May 22 are considered legal and constitutional.

Section 48 - it grants impunity to the NCPO for any "wrong-doing act" committed before or after May 22. This would include any and all acts committed by the Army during the massacre in 2010. What's interesting is that this section actually uses the phrase "wrong-doing" which strongly implies that they know they had committed criminal acts. 

Monday, 21 July 2014

แปลจากบทความ “Thai Opposition Regroup Abroad In Bid To Regain Power” ของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์

แปลจากบทความเรื่อง “Thai Opposition Regroup Abroad In Bid To Regain Power” โดย David Pilling แห่งหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ ก.ค. ๕๗ เวลา ๐๕.๒๐ น.

โดย จักรภพ เพ็ญแข


ขบวนต่อต้านรัฐประหารไทยรวมตัวในต่างประเทศเพื่อช่วงชิงอำนาจคืน
ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารของไทย ซึ่งแตกกระจายและลดบทบาทลงไปหลังการยึดอำนาจของกองทัพเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อันเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และส่งผลให้ผู้นำ “เสื้อแดง” จำนวนหนึ่งต้องหลบหรีออกนอกประเทศนั้น

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีและแกนนำที่โดดเด่นคนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐประหาร ได้ให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศว่า บุคคลและกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวคิดต่อต้านระบอบทหาร กำลังดำเนินการจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนขบวนการต่อต้านในประเทศตะวันตกประเทศหนึ่ง ที่ยังไม่อาจเปิดเผยชื่อได้ เพื่อจะประกาศแผนต่อต้านระบอบทหารไทย (roadmap) อย่างมีขั้นตอน

ระบอบทหารไทยที่นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้กำลังปราบปรามมวลชนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของฝ่ายเสื้อแดง รวมทั้งจับกุมคุมขังผู้คนเป็นจำนวนมาก และขู่บังคับให้แกนนำของฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมากลงนามในเอกสารว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก การรวมตัวของคนเกิน ๕ คนกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและจะถูก “สลาย” ในทันที 

นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ ผู้ถูกกล่าวหาจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญว่า ใช้อำนาจในทางที่ผิดในโครงการรับจำนำข้าว กำลังต่อสู้อย่างหนัก เมื่อวันศุกร์ผ่านมาเธอได้ปรากฎตัวให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยถึงความไม่เป็นธรรมในคดีนี้ 

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก ได้หลบหนีไปยังต่างประเทศทั้งในยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และกัมพูชา อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ ได้เดินทางออกจากประเทศไทยหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ ขณะนี้พำนักอยู่ที่นครดูไบ และใช้เวลาในยุโรปหลายประเทศ รวมทั้งในอังกฤษ

นายจักรภพฯ ผู้ขอมิให้เราเปิดเผยสถานที่สัมภาษณ์ เปิดเผยว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มระหว่างผู้ที่มุ่งมั่นเดินหน้าต่อสู้ต่อไปและกลุ่มที่ทดท้อเสียกำลังใจ เขากล่าวด้วยว่าองค์กรเสรีไทยฯ  ซึ่งเขาร่วมจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน จะเป็นองค์กรรณรงค์ต่อต้านในเรืองนี้ ร่วมกับชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ อย่างในสหรัฐฯ ที่มีชาวไทยอาศัยอยู่นับแสนคน ตามจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย

องค์กรเสรีไทยฯ จะเคลื่อนไหวให้ประเทศต่างๆ ใช้แทรกแซงและกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันระบอบทหารในเมืองไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรการต่อต้านทั้งหมด นายจักรภพฯ กล่าวด้วยว่า “เราต้องรวบรวมแรงสนับสนุนภายนอก... เพื่อสานต่อการปฏิวัติที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์” เขาหมายถึงว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ มาเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ยังคงไม่สำเร็จ และมีการรัฐประหารโค่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนับสิบครั้ง 



นายจักรภพฯ กล่าวเสริมว่า “การปฏิรูปประเทศไทยจำต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์” คำวิจารณ์ของนายจักรภพฯ ในห้วงที่ผ่านมา ทำให้เขาถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนอาจถูกจำคุกได้ถึง ๑๕ ปี 

“เลิกพูดได้แล้วว่า สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมือง” นายจักรภพฯ ชี้ถึงจุดยืนอย่างเป็นทางการในเมืองไทยเมื่อพูดถึงสถาบันกษัตริย์  ซึ่งมักจะถูกยกให้อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างชนชั้นนำไทยกับมวลชนที่เหลือของประเทศ ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญจะต้องมีผลบังคับจริงในทางปฏิบัติ เพื่อให้สถาบันฯ ลงมาร่วมแก้ไขปัญหากับเพื่อนร่วมชาติ 

นายจักรภพฯ เสริมว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากความตึงเครียดในเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์จากรัชกาลปัจจุบันซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุถึง ๘๖ พรรษาแล้ว ผู้คุมกำลังบางส่วนในเมืองไทยได้แสดงท่าทีสนับสนุน สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ทั้งๆ ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเป็น รัชทายาทอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายสายเชื่อกันว่ากองทัพไทยต้องการจะครอบครองอำนาจเป็นเวลายาวนานจนกระทั่งเวลาเปลี่ยนรัชกาลจะมาถึง

สุดท้าย นายจักรภพฯ กล่าวสรุปว่า วิกฤติการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะชนชั้นนำและอภิสิทธิ์ชนของไทยไม่ยินยอมแบ่งปันอำนาจและความมั่งคั่งของประเทศให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ชนชั้นนำจำนวนมากในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ดูถูกดูแคลนชาวชนบทไทยว่า “ด้อยกว่า โง่เขลา น่าหัวเราะเยาะ และไม่มีความสามารถพอที่จะร่วมบริหารประเทศไทยได้”.  

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ: "องค์กรเสรีไทยประณามการควบคุมสื่อของคณะเผด็จการทหารไทย"


ผมเพิ่งได้รับคำแถลงการณ์ด่านล่างจากเลขานุการบริหาร องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย นายจักรภพ เพ็ญแข กรณีการกระทำล่าสุดของคณะเผด็จการทหารไทยในการกดขี่ลดรอนเสรีภาพทางการพูด กรุณาช่วยกันส่งต่อและเผยแพร่ด้วยครับ

คณะเผด็จการทหารไทยยัดเยียดบังคับให้ประชาชนไทยเชื่อฟังคณะบุคคลชื่อชวนขันอย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2557 เป็นต้นมา คสช.ได้เผยแพร่ผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าต่อเนื่อง โดยผลการสำรวจในแต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงความสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อกองทัพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากไม่มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายใดที่จะมารองรับการมีอยู่ของคสช. พวกเขาจึงต้องพึ่งพาผลการสำรวจเหล่านี้เพื่อพยายามที่จะสร้างความรู้สึกที่เห็นด้วยกับคสช. ผลการสำรวจมักระบุว่าประชาชนร้อย 80-90 สนับสนุนคสช. - เป็นไปได้ไหมที่มันจะทะลุไปถึงร้อยละ 110 เร็วๆ นี้? แต่แน่นอน ใครเล่าจะกล้าเห็นขัดแย้งกับคสช.? 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คสช.ได้ออกประกาศฉบับเผด็จการที่ “97/2557” ประกาศซึ่งห้ามมิให้สื่อเผยแพร่ความเห็นใดๆที่อาจทำให้เกิด “ความขัดแย้ง” และ “ความสับสัน” สื่อมวลชนที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ 97/2557 จะถูก “ระงับการออกอากาศทันที” และถูกดำเนินคดีในศาลทหารต่อไป 
เป็นเรื่องที่ชัดเจนอย่างมากว่าคำสั่งที่ 97/2557 ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์คสช. กองทัพและผู้สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารเถื่อนโดยสิ้นเชิง
การปกครองอันเข้มงวดทารุณเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องของความสุขอันหอมหวานที่คสช.อ้างว่าจะ “คืน” ให้คนไทย และไม่ใช่การกระทำของรัฐบาลที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนร้อยละ 90 ตามที่พวกเรา องค์กรเสรีไทยได้เตือนก่อนหน้านี้ว่า เป้าหมายเดียวของคสช.คือผลักประเทศให้ออกห่างจากประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ
น่าเศร้าใจที่ผลกระทบอันลึกซึ้งของคำสั่ง 97/2557 คือการที่ความเห็นแบบธรรมดาของคนไทยทั่วไปจะถูกผลักไสให้ต้องกลายไปเป็นเรื่องลับใต้ดิน ซึ่งคือสิ่งที่ดำรงอยู่ในรัฐแห่งความหวาดกลัวเท่านั้น เป็นเรื่องที่คนปกติและมีเหตุมีผลทั่วไปยากที่จะรับได้

ดังนั้น องค์กรเสรีไทยจึงร้องขอสื่อมวลชนต่างประเทศให้ดำเนินการสนับสนุนคนไทยต่อไป และประณามคำสั่งที่ 97/2557 อย่างตรงไปตรงมา เราจะสามารถปกป้องเสรีภาพได้หากเราร่วมใจกันเท่านั้น และเราจะต้องไม่ยอมให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดในการวิจารณ์การปกครออันกดขี่ของคสช.ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถูกลิดรอนไปอย่างง่ายดาย

Official Statement: "Free Thai Movement Condemns Media Control By Thailand's Junta"

I've just received the following statement from Jakrapob Penkair, the Executive Secretary of the Organisation of Thailand's Free Thai for Human Rights and Democracy (FT-HD) on the recent moves by Thailand's military junta to suppress freedom of speech. Please share and distribute.


"FT-HD Condemns Media Control By Thailand's Junta


Since May 2014 when Thailand’s military junta government imposed its laughably named “National Council for Peace and Order” (NCPO) on the Thai population, it has continuously released poll after poll, each with more glowing results for the military than the last.

Without any lawful or legal mandate whatsoever to back up its somewhat fragile existence, the NCPO relies on these polls in its attempts to shore up sentiment in its favor. Accordingly, the polls report 80%, 90% - will they soon reach 110%? - support for the military junta. But, of course, who would disagree?

Only last week the NCPO announced the Orwellian “Order 97/2557”, a decree that now forbids the Thai media from distributing any comments that may cause “conflict” and “confusion”. Those media outlets who don’t follow Order 97/2557 will, according to the announcement, be “immediately suspended”, with prosecutions in a military court to follow.  

It should be very obvious that Order 97/2557 is designed for one purpose only - to prevent any criticism whatsoever of the NCPO, the military and the backers of the illegal junta government. 

Such a draconian state of affairs is not normal, not redolent with the happiness the NCPO claim they are “bringing” to the Thai people and not the action of a government that believes it has the backing of 90% of the population. As we at FT-HD have previously warned the NCPO’s only aim is to push Thailand further and further away from democracy.

Unfortunately, one of the profound effects of Order 97/2557 is that the ordinary views of ordinary Thais will be pushed further underground, existing only in a state of fear, an impossible situation for any sane and rational population to endure. 

FT-HD therefore ask that the Thai and international media community continue with their support for ordinary Thais and condemn, outright, Order 97/2557. We can only defend our freedoms collectively and the most basic right to criticise the increasing repression of the NCPO must not be given up lightly."


Tuesday, 8 July 2014

มหาเศรษฐีพันล้านชาวอเมริกันนาย Bill Heinecke ทำกำไรมหาศาลจากรัฐประหารไทย แต่มีใครอีกบ้าง?

นาย  Bill Heinecke มหาเศรษฐีพันล้านชาวอเมริกันซึ่งทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย และมีประวัติเสื่อมเสียในออกมาต่อต้านประชาธิปไตยอย่างรุนแรง 

การที่เขาสร้างเหตุผลเพื่อนำมาอธิบายถึงความชอบธรรมต่อการทำรัฐประหารในประเทศไทย อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนไทยหลายสิบล้านคนต้องถูกลิดรอนสิทธิในระบอบประชาธิปไตย สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่น่าขยะแขยงและต่ำช้าของชายคนหนึ่งซึ่งได้รับผลประโยชน์อันมหาศาลอย่างชัดเจนจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันย่ำแย่ในประเทศไทย ต้องขอบคุณนาย David Streckfuss ที่ได้ช่วยทำลายคำพูดอันน่าเกลียด ไร้สาระ และนิยมเผด็จการฟาสซิสต์ของนาย Heinecke ด้วยการเขียนบทความลงในเวปไซต์นิวแมนเดลล่า  

นาย Bill Heinecke ชาวอเมริกันที่แปลงสัญชาติ และสามารถพูดภาษาไทยได้เพียง 100 คำ


แต่กระนั้นในวันนี้ จากบทสัมภาษณ์ของนาย นาย Heinecke ที่ตีพิมพ์ในเวปไซต์ข่าว Bloomberg  อันเป็นบทสัมภาษณ์ที่ฟังดูเหมือนเป็นการล้อเลียนตัวเองอย่างไม่รู้ตัวของนาย Heinecke และเผยให้เห็นว่านาย Heinecke ได้ก้าวไปถึงจุดที่ได้ประทับตราภาพลักษณ์ของเขาว่าเป็นคนที่ไม่มีหลักการ ฉวยโอกาส ไม่มีศีลธรรม และชั่วร้ายตลอดกาล ไม่ต่างอะไรจากนักธุรกิจหน้าเลือด

Bloomberg รายงานว่า

นาย Heinecke "ยังคงมองว่าการทำรัฐประหารสร้างความวุ่นวายในตลาดหุ้นไทย และเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อหุ้น โดยเขาระบุในระหว่างการสัมภาษณ์ก่อนเกิดการทำรัฐประหารในห้องทำงานรกๆของเขาซึ่งอยู่ห่างจากเพนเฮาส์ที่เขาอาศัยอยู่แค่ 5 กิโลเมตร: "เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนคือตอนที่คนอื่นย้ายทุนออก การพูดคุยเรื่องสงครามการเมืองเป็นสิ่งไร้สาระ""

และลองเดาสิว่า Bloomberg ได้แฉว่าใครบ้างที่ได้ผลประโยชน์จากความร่ำรวยที่มากขึ้นของนาย  Heinecke? สถาบันกษัตริย์ไทย  

กลุ่มคนที่ถือหุ้นและคนอื่นๆในบริษัทนาย Heinecke ในบริษัท Minor International Pcl ที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ผู้ได้รับประโยชน์อันดับหนึ่งจากความผันผวนของบริษัท Minor คือกษัตริย์ไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งถือหุ้น 2 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทภายใต้ชื่อตนเอง และสมาชิกราชวงศ์คนอื่นที่ถือหุ้นอีก 4 เปอร์เซ็นต์

นี่ทำให้เกิดคำถามง่ายๆตามมาว่า หากนาย Heinecke ได้รับผลประโยชน์จากการทำรัฐประหารของทหารไทย แล้วมีใครอีกที่ได้รับผลประโยชน์นั้นด้วย?

Thai-based US Billionaire Bill Heinecke Is Making A Lot Money From The Thai Coup - But Who Else Is?

The Bangkok-based and naturalised-Thai US billionaire Bill Heinecke is already on the record with his disgraceful anti-democracy diatribe

His earlier rationalisation of the Thai military coup, which has stripped 10s of millions of ordinary Thais of all their democratic, civil, political and human rights, marked a particularly disgusting low point in the life of a man who has clearly benefited greatly from Thailand's appalling economic inequalities. Thankfully David Streckfuss was on hand to demolish Heinecke's awful, fascist-pandering nonsense at New Mandala


Bill Heinecke (with appropriate yellow skin).

Yet today - with what appears to be an unconsciously self-parody of an interview on the Bloomberg news website - Heinecke has surpassed himself and sealed forever his image as the unprincipled, grasping, amoral and vicious Thai version of Mr Burns 

Bloomberg reports that
Heinecke "still sees any coup-induced ructions in Thai markets as buying opportunities, as he’d suggested during an interview before the takeover in his cluttered office some 5 kilometers (3 miles) from his penthouse: “The best time to move in is when others are moving out. All this talk of civil war is nonsense.”" 
And guess who Bloomberg reveal as benefiting from the increase in Heinecke's wealth? The Thai Royal Family.
These holdings and others come under Heinecke’s Bangkok-listed Minor International Pcl...A prime beneficiary of Minor’s surge is Thailand’s King Bhumibol Adulyadej, who owns 2 percent of the company in his own name. Another 4 percent is held by other royal family members
This begs the simple question - if Heinecke is financially benefitting from Thailand's military coup who else is?